Concert Honda Summer Fest Huahin Sqweez Animal หัวหิน Playground โบ ธนากร Save Da Last Piece Kai-jo Brothers San Miguel Muzik Fest เพลงสากล เซ็นทรัลเวิลด์ Kid Insane Overtone The Begins Flure พราว เนื้อคู่ประตูถัดไป Spicydisc T-bone Venus Butterfly Sweet Mullet Warner Music Scrubb กิจกรรม Sony Music อะคูสติก พอลล่า เทย์เลอร์ Paradox Mv Slur อัลบั้มใหม่ Tattoo Colour Bodyslam ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ สาระแนห้าวเป้ง
โอม - ชาตรี คงสุวรรณ![]()

“Who are Hero??”
บ่อยครั้งที่คุณเฝ้ามองใครสักคน คนที่ทำให้คุณเกิดแรงบันดาลใจ และทุกๆ การกระทำของเขาเป็นเหมือนกับ ‘ต้นแบบ’ ผลักดันให้คุณ ‘กล้า’ ที่จะตัดสินใจ และ ‘ทำ’ ในสิ่งที่เป็น ‘คำตอบ’ ให้กับชีวิตของคุณ
..................................................................................................................................................................
เมื่อต้นปีที่ผ่านมา... ในงานประกาศผลรางวัล ‘สีสัน อวอร์ดส’ ครั้งที่ 21 ประจำปี 2551 มีศิลปินที่ได้รับมอบรางวัลทั้งสิ้น 13 รางวัลด้วยกัน โดย 3 รางวัล ได้แก่ รางวัล ‘ศิลปินชายเดี่ยวยอดเยี่ยม’, รางวัล ‘อัลบั้มยอดเยี่ยม’ และ รางวัล ‘เพลงบรรเลงยอดเยี่ยม’ นั้น ตกเป็นของมือกีตาร์รุ่นใหญ่ ‘โอม ชาตรี คงสุวรรณ’ ผ่านอัลบั้มเดี่ยวครั้งแรกในชีวิต Into The Light
เมื่อกล่าวถึงชื่อนี้ คงไม่มีใครที่จะไม่รู้จัก ‘โอม ชาตรี คงสุวรรณ’ นักดนตรีผู้คร่ำหวอดในวงการเพลงบ้านเรามาแล้วกว่า 30 ปี ผู้ได้ฝากผลงานเพลงมาแล้วทั้ง ‘เบื้องหน้า’ และ ‘เบื้องหลัง’ เส้นทางดนตรีที่ยาวนานสายนี้เริ่มต้นจากการที่เขามีโอกาสได้เข้ามาร่วมงานกับ วง ดิ อินโนเซ็นท์ (The Innocent) วงดนตรีวัยรุ่นชื่อดังที่ได้รับความนิยมมากที่สุดวงหนึ่งในยุคสมัยนั้น ในฐานะ ‘นักร้อง’ และ ‘นักกีตาร์’ ของวง (ช่วงปี 1980) ก่อนที่จะผันตัวเองเข้ามาทำงานเบื้องหลังในฐานะ ‘นักแต่งเพลง’ และ ‘โปรดิวเซอร์’ ให้กับค่ายเพลงยักษ์ใหญ่อย่าง ‘แกรมมี่’ ซึ่งเพียงงานแรกก็สร้างชื่อให้กับ ‘โอม-ชาตรี’ ดังเป็นพลุแตก ไปพร้อมๆ กับศิลปินเจ้าผลงานอย่าง ‘คริสติน่า อากีล่า’ ในอัลบั้มชุด ‘นินจา’ จากจุดนี้เองที่ทำให้ ‘โอม-ชาตรี’ ขึ้นแท่นเป็นโปรดิวเซอร์ชั้นแนวหน้าของวงการที่สร้างงานให้กับศิลปินชื่อดังมากมาย ไม่ว่าจะเป็น อินคา, คริสติน่า, Y not 7, ปีเตอร์ คอร์ปไดเรนดัล ฯลฯ รวมถึงการรับหน้าที่เป็นผู้บริหารค่ายเพลง RPG ในเครือแกรมมี่ในอีกหลายปีต่อมา ก่อนจะลาออกมาตั้งค่ายเพลงในนาม ‘คราฟท์แมน เรคคอร์ด’ ร่วมกับทางกลุ่มเจนเอ็กซ์ หลังจากนั้นได้ออกมาตั้ง ‘บริษัท มิสเตอร์ มิวสิค’ ในลักษณะมิวสิคโปรดักส์ชั่นของตัวเองขึ้นมา เพื่อขยายและรองรับงานด้านการผลิตผลงานเพลงและดูแลเกี่ยวกับลิขสิทธิ์เพลงของตนเองในปัจจุบัน
หลายคนรู้จักผลงานงานเขาเป็นอย่างดี แต่คงมีน้อยคนที่จะรู้ถึงความเป็นมาของเขาว่า กว่าที่ผู้ชายคนนี้จะก้าวมายืนอยู่ ณ จุดนี้ได้... อะไรเป็นแรงขับเคลื่อนที่ทำให้เขาเดินมาถึงเส้นทางสายดนตรี ที่มีทั้งชื่อเสียงและความสำเร็จ มาถึงปัจจุบัน... วันนี้ Songburi มีบทสัมภาษณ์สบายๆ แบบเอ็กคลูซีฟสุดๆ ของนักดนตรีชาวราชบุรีคนนี้มาฝากกันค่ะ
วัยเด็ก จุดเริ่มต้นของความฝัน !!!
ก็เหมือนเด็กทั่วๆ ไปนะครับ ก็มีเล่นกีฬา ส่วนเรื่องเพลงนั้น ทีแรกเริ่มจากชอบฟังเพลง ก็มีฟังเพลงของสุนทราภรณ์ ของวง The Impossible โดยพี่ชายผมเขาจะเป็นคนอยากได้กีตาร์ ซึ่งผมไม่อยากได้กีตาร์หรอก (ยิ้ม) ตอนนั้นผมอยากได้จักรยานมากกว่า
ในวัยเด็กความฝันที่อยากจะเป็นนักดนตรี ไม่ได้มีอยู่ในหัวเลย ตอนนั้นคือจะคิดไปแบบเรื่อยเปื่อยแบบเด็กๆ มากกว่า มีอยากเป็นครู เป็นหมอ ไปเรื่อย จนประมาณ 10 ขวบกว่า ความคิดที่อยากจะเป็น ‘นักดนตรี’ ก็เริ่มเข้ามา คือพอเราเริ่มฟังเพลง เริ่มชอบวง The Impossible เริ่มเห็นคนเล่นดนตรีเป็นอย่างไร ก็อยากเล่นได้บ้าง เริ่มรู้สึกอยากเป็นนักดนตรี แต่ก็ยังไม่ได้ถึงกับอยากเป็นนักกีตาร์ เพราะตอนนั้นยังแยกกีตาร์ไฟฟ้ากับเบสยังไม่ถูกเลย ช่วงแรกๆ ผมจะจับพวกคีย์บอร์ดก่อน พอตอนหลังก็มีพี่เขาแนะนำว่าให้ลองมาเล่นกีตาร์ดู พอเราจับปั้บแล้วท่าทางไปได้ เขาก็เลยเชียร์ให้เราเล่น ซึ่งที่บ้านก็ไม่เชิงเห็นด้วยหรอก เพราะด้วยวงการเพลงสมัยก่อนมันไม่ได้อู้ฟู้เหมือนในสมัยนี้ แต่คุณแม่เขาก็ไม่ได้ห้าม อยากเป็นอะไรคุณแม่ก็แล้วแต่ เราก็เลยถือโอกาสนี้ทำเลย เรียกได้ว่าที่บ้านก็ส่งเสริมไปโดยปริยาย
ลองผิด – ลองถูก
เริ่มฝึกฝนกีตาร์ช่วงแรกกับพี่คนหนึ่ง ซึ่งเขาเป็นนักดนตรีท้องถิ่น ที่มาเล่นดนตรีให้กับร้านอาหารของที่บ้าน เราก็ไปสนิทสนมกับเขา เขาก็เลยสอนให้เล่นเพลง Samba Pa Ti ของ Santana ก็ลองวางมือ ลองเล่นดู เรียกว่าจากตรงจุดนั้นคือมีคนจุดประกายให้ แต่พอหลังจากนั้นไม่มีคนสอนแล้ว ต้องฝึกเอง... การฝึกของผมคือ การ ‘แกะ’ แกะเพลงให้เหมือน เพราะในยุคนั้นเขาต้องเล่นให้เหมือน ลองผิดลองถูกไปเรื่อย ก็ไปจับกลุ่มกับเพื่อนที่เขาฝึกกีตาร์เหมือนกัน ค่อยๆ เรียนรู้ไปทีละเพลง ทีละส่วน แล้วก็คอยหาโอกาสเล่นตามงานโรงเรียน คอยดูว่ามีบ้านเพื่อนฝูงคนไหนจัดงานปาร์ตี้ เราก็ไปขอเขาเล่น... 3 – 4 เดือน ถึงจะมีงานเล่นสักครั้ง โอ้โห...แค่นั้นก็ตื่นเต้นมากแล้ว พอตอนหลังก็เริ่มไปเริ่มอยู่วงของจังหวัด (จ.ราชบุรี) ที่เขามีชื่อเสียงหน่อย วงแรกที่อยู่ชื่อวง Romantics หลังจากนั้น 1 ปี ก็ร่วมเล่นกับวง Four Singles ตอนนั้นก็เป็นช่วงที่มีรายได้ มีงานเล่นเยอะครับ
เข้ากรุงเทพฯ 1 ในสมาชิกวง The Innocent
ผมมาทางเรียนสายอาชีวะ แต่ก่อนเรียนจบเริ่มรู้จักตัวเองแล้วว่าจะเล่นดนตรี ทำให้จบปุ๊บก็เข้าวง เล่นอาชีพเลย คิดอย่างเดียวว่าต้องเป็นนักดนตรี เราก็มองเข้ามาในกรุงเทพนะ เพราะถ้าเรายังอยู่ต่างจังหวัดมันไม่ค่อยตอบโจทย์เท่าไหร่ ซึ่งวงแกรนด์เอ็กซ์นี่ เป็นเหมือนกับแรงบันดาลใจให้เรา เพราะเขาเป็นวงที่สร้างงานเพลงไทยเป็นของตัวเอง แล้วก็มีลีลาการเล่นเป็นฝรั่ง ก็เลยอยากเข้ากรุงเทพฯ
จังหวะเดียวกัน...ช่วงนั้นวง The Innocent เป็นวงจากจังหวัดราชบุรี แล้วไปดังในกรุงเทพฯ เขากลับมาเล่นที่ราชบุรี แล้วเพื่อนผมคนหนึ่งเขารู้จักกับวงนี้ ก็เลยแนะนำให้วงนี้รู้จักกับผม พอเขาฟังเพลงที่ผมเคยแต่งไว้ ชื่อ ‘เพลงมนต์ไทรโยค’ เขาก็ขอซื้อเพลงนี้ไปใส่ไว้ในอัลบั้ม แล้วพอดีกับที่เขากำลังต้องการจะเพิ่มมือกีตาร์โซโล่พอดี ก็เลยชวนผม แต่เนื่องจากวง The Innocent เป็นวงที่แบบเล่นประเภทเพลงนุ่มๆ ส่วนผมชอบเล่นเพลงร็อค เล่นอะไรที่มันส์ๆ ก็ตัดสินใจอยู่พักหนึ่ง สุดท้ายก็คิดได้ว่า มันก็ดีนะ กับการเข้ามาร่วมวงกับนักดนตรีบ้านเดียวกัน แล้วเขาก็เป็นวงที่เพิ่งเริ่มต้นในวงการ โอกาสที่เราจะได้พัฒนาไปกับเขามันมีทางเป็นไปได้สูง ก็เลยได้มาอยู่ในวงเขา เลยได้เข้ากรุงเทพฯ ผ่านทางวง The Innocent
ประสบการณ์กับวง The Innocent
ครั้งแรกที่เข้ามาในกรุงเทพฯ ถือเป็นความโชคดีของเรา เพราะวง The Innocent เป็นวงที่เป็นที่รู้จักกันอยู่แล้ว เข้ามาวันแรกก็เข้าห้องอัดศรีสยามเลย เพราะเขากำลังทำชุดต่อจากชุด ‘สอบตก’ อยู่ ชื่อชุด ‘อยู่หอ’ ก็ได้เจอกับวงแกรนด์เอ็กซ์, พี่แจ้, พี่นคร พวกนี้เลย จำได้ว่างานใหญ่งานแรกที่ได้เล่น ก็ได้เล่นกับวงแกรนด์เอ็กซ์เลยด้วย ที่หอประชุมธรรมศาสตร์ คือ สำหรับความรู้สึกของนักดนตรีต่างจังหวัดคนหนึ่ง มันเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มาก
ผมอยู่ในวง The Innocent ในฐานะนักกีตาร์ นักแต่ง อยู่ด้วยกันหลายชุด เพลงที่ทำและเป็นที่รู้จักกัน ก็จะมีอย่างเพลง มนต์ไทรโยค เพลงนี้ที่ฮิต เพราะผมคิดว่ามันสนุกดี แล้วก็จะมีเพลงเพียงกระซิบ ที่วงแบล็คเฮดเอามาคัฟเวอร์ ส่วนเพลงช้าก็มี เพลงสักวัน, เพลงครึ่งใจ, เพลงฝากรัก, เพลงเห็นใจกันหน่อย, เพราะเธอหรือเปล่า ส่วนมากก็จะเป็นเพลงช้า เพราะคนเขาคงชอบฟังเพลงช้ากัน
ต้นแบบของ โอม ชาตรี คงสุววรรณ
มีเยอะเลยครับ ถ้านับรวมตั้งแต่เด็กๆ นะครับ ฮีโร่ในดวงใจมีเยอะแยะบานตะไทเลย แต่ถ้าเริ่มแรกก็คงเป็น Santana (Carlos Santana) ซึ่งเขาเป็นแบบฮีโร่ของมือกีตาร์ไทยเลยนะ ผมคิดว่าไม่น่าจะมีใครไม่ผ่านเพลงเขา อีกคนจะเป็นฮีโร่หนักๆ คือ Michael Schenker วง UFO เขาเป็นเจ้าของท่อนโซโล่เพลง Rock Bottom ซึ่งบ้านเราจะฮิตมาก แล้วก็มือกีตาร์ในสายฮาร์ดร็อคทั้งหมดเนี่ยะจะเป็นฮีโร่ของผม แต่ Santana กับ Michael Schenker จะค่อนข้างหนัก
กีตาร์...ร็อคในสายเลือด
ผมเป็นคนยุค 70 นะ ในยุคนั้นกีตาร์มันเล่นผ่านเพลงร็อคเกือบหมดเลย มันเป็นยุคที่เฟื่องฟูมากๆ ของงานกีตาร์ คือ ถ้าไปดูพวกเพลงในยุคนั้น กีตาร์นี่แทบจะครองหน้าปัดเลย ไม่ว่าจะเป็น เพลงร็อค เพลงป็อบ เพลงโซล เพลงฟังก์กี้ ก็จะมีแต่กีตาร์เต็มไปหมด ซึ่งผมโตกับเพลงพวกนี้ แล้วพอยุค 80, 90 ก็จะเป็นเพลงร็อคอยู่ ซึ่งแน่นอนเราก็ศึกษาพวกดนตรีด้านอื่นๆ ไปด้วย อย่างเพลงฟิวชั่น เพลงแจ๊ส อะไรเพิ่มเติม แต่ก็ยังอยู่ในร็อคอยู่ดี ทุกวันนี้ก็ยังฟังเพลงพวกนี้อยู่
สาเหตุที่เลือกเล่นกีตาร์ คงเป็นเพราะมันหาง่าย และเราเล่นมันได้ พูดง่ายๆ เลย ก็คือถ้าเราเล่นมันได้ไม่ดี เล่นแล้วติดๆ ขัดๆ ก็คงเลิกเล่นไปแล้วล่ะ (ยิ้ม) อีกสาเหตุหนึ่งก็คือ เพราะกีตาร์เนี่ยะ มันอยู่ในเพลงที่ผมชอบเกือบทั้งหมด ฉะนั้นถ้าเราเล่นกีตาร์ได้ เราก็จะได้เล่นเพลงที่เราชอบทั้งหมด ซึ่งช่วงนี้ก็ได้กลับมาฝึกกีตาร์จริงจังมาประมาณ 4-5 ปีแล้ว ตอนหลังได้มาทำอัลบั้มด้วย ก็ทำให้เราได้เล่นกีตาร์อยู่ตลอด ทำให้เรามีสมาธิ ได้ใช้เวลาในการฝึกฝนตรงนี้มากขึ้น
อัลบั้ม Into The Light
อัลบั้มชุดนี้ มาจากความพยายามที่จะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่มันเป็นตัวเรานะครับ คือที่ผ่านมา ผมจะทำงานอยู่ตลอด คือ พอออกจาก The Innocent ก็ไปเป็นโปรดิวเซอร์ นักแต่งเพลง นักกีตาร์ ทำเบื้องหลัง อัดเสียงให้กับศิลปินอยู่ที่แกรมมี่ พอตอนนี้ถึงเวลามาทำให้ตัวเองมันก็เหมือนเดิม เพียงแต่ว่าเราร้องเอง แล้วก็ปรับให้แนวดนตรีมันเป็นของเราเท่านั้น อย่างที่ทำให้ติ๊นานั้น เขาเต้น แต่เราไม่เต้น เราก็เปลี่ยนมาโซโล่กีตาร์ให้เยอะหน่อย ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องยาก เพราะเราทำมันเป็นอาชีพ แต่สิ่งที่มันยาก คือเราไปทำให้มันยากเอง เพราะ พอเราจะทำงานของตัวเอง เราก็รู้สึกว่า เราอยากทำอะไรที่มันเปลี่ยนไป พอเราอยากปั๊บ ความยากก็จะตามมา ก็ต้องพยายามหาว่า แล้วมันคืออะไรล่ะ ถ้าเราจะเล่นกีตาร์ด้วย ร้องเพลงด้วย เราก็ต้องฝึกร้องแล้วล่ะทีนี้ ก็ต้องมานั่งหาอีกว่าจะร้องแบบไหน ร้องยังไง ส่วนงานดนตรีก็ทำเองทั้งหมด เนื้อร้องก็จะมีบ้าง ซึ่งก็จะมีพรรคพวกเข้ามาช่วยบ้าง
ผมถือว่าอัลบั้มนี้เป็นก้าวแรกในการนำเสนอตัวเองในฐานะของศิลปิน เพราะหลังจากที่เราทำงานอยู่เบื้องหลังมานานๆ ก็คิดถึงสิ่งที่ตัวเองอยากจะทำจริงๆ ว่าคืออะไร ซึ่งผมมองว่า หนึ่ง...คือเราอยากเล่นดนตรี สอง... เราอยากเสนองานดนตรีในชื่อของตัวเอง เริ่มไม่สนุกกับการทำงานเพลงแล้วเที่ยวไปตีโจทย์ชาวบ้านแล้ว เริ่มอยากสร้างงานของตัวเอง ในแบบที่เป็นเรา ทั้งแนวทางและสไตล์ ให้คนฟังเขาได้รู้ว่า เราเป็นนักกีตาร์ เป็นนักร้อง แล้วก็เป็นคนที่สร้างงานดนตรีด้วยนะ เพื่อที่ผลงานต่อๆ ไปเขาจะได้คุ้นเคย ซึ่งก็โชคดีที่เราวางกับทางทรูมิวสิค เพราะเขาไม่ได้มีเงื่อนไขทางการตลาดอะไรมารองรับมากมาย ผมก็เลยสามารถที่จะเอาความเป็นตัวเราสื่อสารออกมาทางอัลบั้มชุดนี้ได้มาก
นอกเหนือ...จากงานอัลบั้ม
ตอนนี้ผมทำมิวสิคโปรดักชั่นส่วนตัวขึ้นมา ชื่อ MR. Music (มิสเตอร์ มิวสิค) ซึ่งจะรับงานในส่วนที่เราทำได้ และมีคอนเนคชั่น อย่างเช่นงานในส่วนที่ร่วมงานกับทาง True ทาง AFเนี่ยะ ก็เพราะว่าคุ้นเคยกันอยู่กับทีมงานนะครับ พอเขาติดต่อให้ร่วมงานเราก็โอเค เข้าไปทำดนตรี ไปทำในส่วนที่เป็นคอนเสิร์ต แล้วก็มีทำอัลบั้มตัวเอง สร้างศิลปินที่เราพอใจที่เราชอบ ตอนนี้ก็จะมีอยู่ประมาณ 2-3 งานที่กำลังผลิตอยู่ ซึ่งงานประเภทปั้นศิลปินก็จะลดลง แล้วหันมาทำในส่วนที่ชอบมากขึ้น อย่างตอนนี้ก็จะชอบงานที่เอาเพลงดีๆ มาทำ Re-arrange ให้มันมีสีสันทางดนตรีมากขึ้น
คำแนะนำจากรุ่นพี่
เดี๋ยวนี้ศิลปินรุ่นใหม่มีเยอะมากๆ ก็คง ต้องจำแนกเป็นสไตล์ๆ ไป อย่างในสายของผมก็คงต้องว่าในส่วนที่เป็นนักดนตรี จะเห็นได้ว่านักดนตรีดีๆ ในปัจจุบันมีเยอะ วงสมัยนี้แต่งเพลงกันเองเก่ง ไม่ต้องเพิ่งพาค่ายเหมือนในสมัยก่อน ตอนนี้พวกค่ายเพลงใหญ่ๆ ก็เลยมีหน้าที่แค่เป็นสื่อให้ศิลปินไปวางงาน ทำให้ศิลปินใหม่ๆ ชอบแต่งเพลงกันใหญ่ ผมว่าระบบแบบนี้ทำให้วงการเริ่มดูดีขึ้น
สำหรับคนที่เป็นตัวจริง ผมว่าเขาอยู่ในวงการนี้ได้อยู่แล้วล่ะ ส่วนคนที่ยังไม่เป็นตัวจริง ก็คงต้องพยายามเป็นตัวจริงให้ได้ แล้วก็จะอยู่ได้ เพราะ ‘ดนตรี’ มันมีพลังบางอย่างนะ อย่างคนที่เล่นดนตรีดีๆ ยังไงคนก็ได้ยิน ซึ่งทุกอย่างมันอยู่ที่การตั้งใจฝึกฝน ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งไหน จะร้อง จะเล่น ทำอย่างนี้ให้ได้ซะก่อน คนก็จะได้ยินแล้วก็จะดีเอง มีบางครั้งเราก็ได้ยินคำถามว่า “พี่แล้วอยู่เมืองไทยเนี่ย ถ้าเก่งๆ แล้วมันจะเจริญ จะรวยเหรอ?” ผมกลับรู้สึกว่า “น่าจะเก่งกันให้ได้ซะก่อน แล้วค่อยคิดเรื่องนี้” คือเราควรจะสนใจพัฒนาความสามารถ ตั้งใจทำงานที่มีคุณภาพ ซึ่งคุณภาพตรงนี้น่าจะหมายถึง คุณภาพการแสดง คุณภาพของการเขียนเพลง คุณภาพการสร้างแนวทางด้วย ซึ่งถ้าทำได้ผมว่ายังไงมันก็มีหนทางของมันอยู่แล้ว
…………………………………………………………………………………………
และนี่เองคือหนึ่งศิลปินผู้สร้างแรงบันดาลใจ ที่ยังคงตั้งใจทำงานของเขาอย่างซื่อสัตย์ต่อไป ส่งผ่านประสบการณ์และสร้างแรงบันดาลใจ ‘จากรุ่นสู่รุ่น’ เพราะครั้งหนึ่งเอง เขาก็เคยได้รับแรงบันดาลใจเช่นนี้ไม่น้อยไปกว่ากัน...

Editor : Kullapass Angamorn
Photographer : Srawute Weangsamut
วันที่ : 2009-06-19
อ่านแล้ว : 2692 ครั้ง